ศูนย์รวมที่สุดของเมืองไทย บันทึกเมืองไทย แปลก แปลกในเมื่องไทย ประเทศไทย เมืองไทย Thailand บันทึกลึกลับ

Records Gallery >> ยานพาหนะ,คมนาคม



จิตอาสา

แท็กซี่จิตอาสา

 

คนขับแท็กซี่คนแรกที่จิตอาสารับส่งพระสงฆ์ แม่ชี สามเณรและคนพิการโดยไม่เก็บค่าโดยสาร

 

 

         ปัจจุบันเวลาเราเรียกแท็กซี่ เราจะต้องคอยลุ้นอยู่ทุกครั้งว่า เขาจะรับเราหรือไม่ เพราะส่วนมากคนขับแท็กซี่สมัยนี้เขาจะมีเหตุผลมากมายในการปฏิเสธผู้โดยสาร เช่น เดี๋ยวต้องส่งรถ ไปไกลไปเดี๋ยวแก๊สไม่พอ เดี๋ยวจะกลับบ้านแล้ว ฯลฯ อีกทั้งยังมีข่าวในแง่ลบอีก เช่น คนขับแท็กซี่โก่งราคาชาวต่างชาติ โกงมิเตอร์ ขับรถไม่สุภาพหรือแม้กระทั่งล่อลวงผู้โดยสารไปปล้นทรัพย์หรือข่มขืน

        แต่ทุกสังคม ทุกอาชีพย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีรวมๆกันไป  ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น จึงไม่อาจจะเหมารวมได้ทั้งหมด เช่น เดียวกับเขาคนนี้เพราะเขาผู้นี้คือผู้สร้างมุมมองและภาพลักษณ์ที่ดีใหม่ๆ ให้กับวงการแท็กซี่ของประเทศไทยเลยทีเดียว

 

          

 

            เขาคือ คุณสุวรรณฉัตร พรหมชาติ หรือคุณเดี่ยว อายุ ๓๘ ปี อาชีพขับแท็กซี่ เป็นคนขับแท็กซี่จิตอาสาคนแรกที่อาสารับ -ส่ง ผู้โดยสารที่เป็นพระสงฆ์ แม่ชี สามเณร และผู้พิการที่ต้องนั่งรถเข็น อัมพฤกษ์ อัมพาต ตาบอด ซึ่งผู้ที่มีเบอร์โทรศัพท์ของเขาสามารถโทรนัดวันหรือโทรเรียกเขาไปรับได้เลย และเขาก็มีบริการอุ้มมาขึ้นรถถ้ารับมาจากบ้าน และอุ้มจากรถไปส่งถึงเตียง ถึงห้องให้เลย ถ้ารับมาจากโรงพยาบาล โดยไม่คิดค่าโดยสาร โดยเขาเริ่มทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ จนถึงปัจจุบัน

            หลายคนจะมองว่าสิ่งที่เขาทำนั้นดูจะลำบาก แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมา แน่นอนว่าคือความสุขและความอิ่มเอมใจ และสิ่งนี้คงจะเป็นคำตอบยืนยันความคิดของเขากล่าวว่า ถ้าเขาตายไปชาตินี้ก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว เพราะเขาได้ทำบุญเปรียบเสมือนแต้มสะสมไว้แล้ว อีกทั้งยังได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ทำให้เขานั้นมีกำลังใจและอิ่มเอมใจที่จะทำมันต่อไป

 

   

         

        ซึ่งเหตุผลที่เขาทำยังนี้นั้น คุณสุวรรณฉัตรนั้นเล่าว่า

 

“เพราะมันเกิดมาจากตอนที่บวชเณรช่วงประถมศึกษาปีที่ ๓ ของการปิดภาคฤดูร้อน ด้วยความที่เขาไม่มีพ่อคิดอยากจะเห็นหน้าพ่อ เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย ด้วยความแค้นใจ อยากรู้ว่าพ่อเป็นใคร ก็เลยนั่งรถสองแถวที่หน้าวัดมะนาวหวานไปที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช ไปเจอลุงท่านหนึ่งถามว่าเราจะไปไหน ผมเลยตอบไปว่าจะไปหาพ่อ ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าท่านอยู่ที่ไหน ซึ่งคุณลุงแกใจดีมากๆ ผมนั่งรถเขาแล้วเขาไม่เก็บเงินสักบาท แถมยังถวายปัจจัยให้เราด้วยอีก ๑๐๐ บาท ตอนนั้นผมพูดตามตรงว่ารู้สึกประทับใจและดีใจมากๆ เพราะท่านเป็นพุทธบริษัทที่ดี ให้ความเมตตาต่อสมณะให้เราเดินทางอย่างสะดวกสบาย”      

         หลังจากนั้น เขาจึงคิดว่า “สักวันหนึ่งถ้าตัวเองมีโอกาส ก็จะทำเหมือนกัน”  นี่จึงเป็นที่มา ซึ่งทำให้เขามาขับแท็กซี่นิมนต์ให้พระสงฆ์ สามเณร แม่ชี นั่งฟรี 

 

“จากที่ผมตามหาพ่อ กว่าผมจะเจอพ่อก็อายุ ๑๔ปี พอเจอพ่อ ผมก็เลยตัดสินใจสึกออกมาทำงานก่อสร้างกับพ่อ ทำไปทำมาก็ออกมาทำงานที่โรงงานเจาะยาง ตอนนั้นชีวิตย่ำแย่มากๆ

 

        พอเริ่มอายุได้ ๑๕ ปีผมก็อยากจะเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ผมเลยเสี่ยงดวงเพื่อที่จะมาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะคิดว่าเป็นเมืองศิวิไลซ์ งานหรือเงินก็น่าจะดีกว่า ตอนที่เดินทางมากรุงเทพฯ เชื่อไหมว่าผมต้องพบกับความลำบากอีกครั้ง เพราะมีคนหลอกให้ผมลงที่จังหวัดชุมพร ให้เราลงเรือเพื่อที่เขาจะได้ค่าหัวคิวจากไต๋เรือ ครั้งนั้นเรียกได้ว่านรกชัดๆ เลย ด้วยความเป็นเด็ก ก็คิดไปว่าเราจะได้เที่ยวทะเลแล้ว แต่ก็ต้องบาดเจ็บโดนเรือหนีบ ตอนนั้นขาเป็นแผลบาดเจ็บเห็นเส้นเอ็น เห็นกระดูกจนคิดว่าตัวเองจะพิการเดินไม่ได้ซะแล้ว ใจเราเลยอยากกลับบ้าน แต่ถึงเราเจ็บยังไง คนที่เขาเอาเงินหัวคิวเราไปแล้วเขาก็กลับบังคับให้เราลงเรือเพื่อไปทำงานอีก เราอยู่บนเรือไม่ได้กินยา ไม่ได้ใส่ยาอะไรเลย น้ำไม่ได้อาบ ข้าวก็กินไม่ลงเพราะเจ็บแผล เป็นการอยู่บนเรือที่ทรมานมาก งานหนักมากๆ ผมเป็นเด็กอยู่คนเดียว โดนรังแก โดนเตะ โดนต่อยผมก็ไม่กล้าสู้ กลัวเขาปล่อยทิ้งทะเล พอเข้าฝั่งกลับมาได้ เอาของขึ้นฝั่งผมก็เลยคิดหนีทั้งๆ ที่เจ็บแผลอยู่ ก็ไปเจอรถสองแถว เราขอเขาขึ้น ซึ่งเขาก็สงสารมาส่งเราที่สถานีรถไฟชุมพร ทั้งๆ ที่รถสองแถวไม่ได้ผ่านตรงนั้นเลย ตอนนั้นผมเลยได้รับน้ำใจอีกครั้งหนึ่ง"  

 

“พอผมมาถึงสถานีรถไฟชุมพร ผมได้เจอ ๖-๗ คน เหมือนเป็นเทวดาซึ่งมาโปรด ถ้าผมพูดถึงตรงนี้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมก็จะร้องไห้ทุกครั้ง เพราะผมนอนอยู่ตรงม้าหินอ่อนทั้งวัน รอรถไฟ ไม่มีใครสนใจเราเลย แต่มีคนอีสาน ๖-๗ คนที่เขามาด้วยกันเป็นกลุ่ม เขาเข้ามาถามเราแล้วเขาก็ซื้อข้าวให้เรากิน ซื้อตั๋วรถไฟมาให้ รวบรวมเงินมาให้เกือบ ๓๐๐ บาท ตอนนั้นผมซึ้งใจมากๆ กินข้าวไปน้ำตาไหลไป เพราะคนที่เขามาช่วยเหมือนเทวดามาช่วยเหลือเรา มันเป็นการช่วยเหลือโดยคนที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้อง แต่เป็นมนุษย์ด้วยกันที่เขาเอื้อมมือมาช่วย เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมา ๒๐ ปี แต่มันไม่เคยเลือนไปจากหัวใจผม ผมอยากตอบแทนบุญคุณเขา ผมเลยตอบแทนโดยการมาช่วยเหลือคนอื่นๆ เท่าที่ช่วยได้”

 

                        

           

และนี่ถือเป็นการส่งต่อการช่วยเหลือ น้ำใจและความตั้งใจที่จะทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ด้วยน้ำใจและเงินแค่หนึ่งร้อยบาท ทำให้คนๆหนึ่ง ส่งต่อการช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่และแผ่กระจายไปสู่ผู้อื่นในสังคมอีกมายมาย

 

                           

แบ่งปัน Facebook
Top 5 Poppular Records


เพลงบันทึกไทย



ที่ 1 บันทึกไทย
บันทึกไทย
Flag Counter